มาร์ติน โอเดการ์ดทำประตูชัยนาทีที่ 75 ช่วยให้อาร์เซนอลบุกชนะนาโปลี 1-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หลังทีมสร้างโอกาสได้ต่อเนื่องตลอดเกม แต่ต้องรอถึงช่วงท้ายจึงเปลี่ยนความเหนือกว่าเป็นประตู

ประตูเกิดจากการประสานงานบริเวณหน้ากรอบเขตโทษของตัวสำรองบรูโน กิมาไรส์และคริสตอส ซอลิส โดยมีเบน ไวต์ร่วมในจังหวะ ก่อนบอลจะมาอยู่กับโอเดการ์ดที่ยิงจากหน้ากรอบเขตโทษได้อย่างแม่นยำ
โอเดการ์ดกลับมาเป็นตัวตัดสินเกม
ประตูที่เนเปิลส์ทำให้โอเดการ์ดทำไปแล้ว 4 ประตูจาก 5 เกมในฤดูกาลนี้ เทียบกับฤดูกาลก่อนที่เขาทำได้เพียง 1 ประตูท่ามกลางปัญหาอาการบาดเจ็บและฟอร์มการเล่นที่ตกลง
มิเกล อาร์เตตาเน้นว่าโอเดการ์ดต้องรักษาความพร้อมลงสนาม ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมและการขยับไปอยู่ในพื้นที่กับมุมที่หลากหลายขึ้น ช่วยให้เขามีอิทธิพลต่อเกมรุกมากกว่าเดิม
กัปตันทีมอาร์เซนอลมีส่วนกับโอกาสสำคัญก่อนทำประตู เขาจ่ายให้บูกาโย ซากาหลุดเข้าไปก่อนพักครึ่ง แต่ซากายิงข้ามคานจากระยะใกล้ และหลังเริ่มครึ่งหลังยังยกบอลข้ามแนวรับนาโปลีให้เบน ไวต์ ก่อนที่การเปิดบอลจะนำไปสู่โอกาสของปิเอโร ฮินคาปีที่ยิงข้ามคาน

สร้างโอกาสมากกว่าสกอร์ที่ทำได้
อาร์เซนอลครองบอล 58 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสยิง 26 ครั้ง และมีค่า expected goals อยู่ที่ 4.05 โดยจำนวนการยิงเป็นสถิติสูงสุดของทีมในเกมแชมเปียนส์ลีกนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติในปี 2003 ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าทีมพาบอลเข้าสู่พื้นที่อันตรายได้ดี ปัญหาหลักอยู่ที่การจบสกอร์
ประเด็นแนวรุกยังเห็นได้จากวิคเตอร์ เยอเคเรสที่สัมผัสบอล 9 ครั้งและไม่มีโอกาสยิงตลอด 73 นาที ส่วนไค ฮาแวร์ตซ์ลงมาเป็นตัวสำรอง 17 นาที สัมผัสบอล 13 ครั้ง และมีจังหวะส่งบอลเข้าประตูแต่ถูกยกเลิกเพราะล้ำหน้า
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของโอเดการ์ดช่วยชดเชยการใช้โอกาสที่ไม่เด็ดขาดในเกมนี้ เขาสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมและเป็นผู้เปลี่ยนเกมด้วยตัวเอง ทำให้อาร์เซนอลคว้าชัยจากสนามที่นาโปลีเป็นเจ้าบ้านได้
สถิติยุโรปของอาร์เซนอล
ชัยชนะนัดนี้ทำให้อาร์เซนอลชนะเกมรอบแบ่งกลุ่มแชมเปียนส์ลีกติดต่อกันเป็นนัดที่ 13 และแพ้เพียง 1 นัดจากเกมยุโรปนอกบ้าน 13 นัด ผลงานดังกล่าวสะท้อนว่าทีมยังรักษามาตรฐานในเกมระดับทวีปได้ แม้สกอร์จะเฉือนชนะเพียง 1-0














