ไค ฮาแวร์ตซ์ส่งสัญญาณชัดถึงคู่แข่งว่าอาร์เซนอลต้องการ “to win everything” ในฤดูกาลนี้ หลังออกตัวได้ดีทั้งการคว้า Community Shield และการเปิดลีกด้วยชัยชนะ 3-0 เหนือ Coventry


ฮาแวร์ตซ์เชื่ออาร์เซนอลพร้อมลุ้นครบทุกถ้วย
แข้งทีมชาติเยอรมนีให้สัมภาษณ์กับ Sky Sports โดยย้ำว่าการได้ลิ้มรสแชมป์ทำให้ทีมอยากคว้ามันอีก และเชื่อว่าอาร์เซนอลมีขุมกำลังพอสำหรับการลุ้นทุกแชมป์ที่เป็นไปได้
“When you have that taste of winning one title then you want to do it again, and we have a team that can compete for every title possible,” Havertz said in an interview with Sky Sports.
เขายังเสริมว่า “Last year there was only one, but this year there is a lot more to come and we want to win everything.”
ออกตัวดี แต่บททดสอบจริงเพิ่งเริ่ม
อาร์เซนอลเริ่มต้นเส้นทางป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการชนะ Coventry 3-0 หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้านั้นเพิ่งเอาชนะ Manchester City คว้า Community Shield มาได้
ฮาแวร์ตซ์เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของสองเกมดังกล่าว เพราะเขาออกสตาร์ตเป็นตัวจริงและทำประตูได้ทั้งสองนัด ทำให้บทบาทในแนวรุกของทีมยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงเปิดฤดูกาล
โปรแกรมถี่คือเวทีพิสูจน์ความลึกของทีม
ฮาแวร์ตซ์มองตรงไปยังช่วงเวลาที่ท้าทายกว่าเดิม เพราะอาร์เซนอลต้องลงเล่นทั้ง Champions League, Carabao Cup และ FA Cup ไปพร้อมกับเกมลีกที่มาอย่างต่อเนื่อง
เขากล่าวว่า “We have made a good few steps, winning the Community Shield and winning the first game of the season. But now it starts.”
ความหมายของคำพูดนี้ชัดเจนว่าอาร์เซนอลยังไม่พอใจกับการออกสตาร์ตที่ดี แต่กำลังวัดกันจริงตั้งแต่โปรแกรมถัดไปเป็นต้นไป ว่าทีมจะรักษามาตรฐานและเดินหน้าไล่ถ้วยได้มากแค่ไหน
เกมต่อไปคือเยือนแอสตัน วิลล่า
นัดถัดไปอาร์เซนอลต้องออกไปเยือน Aston Villa ในคืนวันจันทร์ โดยฮาแวร์ตซ์ยังถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวหลักในเกมรุกต่อไป
นอกจากนี้ สโมสรยังประกาศว่า Marli Salmon เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกในวันเกิดอายุครบ 17 ปี หลังเคยลงเล่นในเกม Champions League ที่ชนะ Club Brugge และได้ออกสตาร์ตตัวจริงครั้งแรกในเกม FA Cup ที่ชนะ Mansfield
สิ่งที่แฟนบอลอาร์เซนอลควรจับตา
คำพูดของฮาแวร์ตซ์สะท้อนชัดว่าอาร์เซนอลไม่ได้มองแค่การป้องกันแชมป์ลีก แต่ตั้งใจจะเดินหน้าลุ้นความสำเร็จในทุกรายการที่ลงเล่น
สำหรับแฟนบอล นี่คือสัญญาณว่าฤดูกาลนี้ทีมจะถูกวัดจากทั้งผลงานในลีก ความนิ่งในบอลถ้วย และความพร้อมรับมือโปรแกรมเตะถี่ ซึ่งจะเป็นตัวบอกว่าคำว่า “to win everything” เป็นเพียงความมั่นใจ หรือจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของทีมได้จริง


















