ไนจีเรียตกลงกลับไปใช้อุปกรณ์ของ adidas หลังยุติความสัมพันธ์ 11 ปีกับ Nike โดยสหพันธ์ฟุตบอลไนจีเรีย (NFF) ระบุว่าข้อตกลงใหม่นี้มีมูลค่า 8.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี และเป็นดีลชุดแข่งที่ใหญ่ที่สุดในฟุตบอลแอฟริกา



รายละเอียดสัญญาใหม่กับ adidas
อิบราฮิม กูเซา อดีตประธาน NFF เปิดเผยที่กรุงอาบูจาว่าข้อตกลงได้ลงนามเรียบร้อยแล้ว โดย adidas จะจ่ายเงินสดปีละ 4.5 ล้านดอลลาร์ และมอบอุปกรณ์อีก 4 ล้านดอลลาร์สำหรับทีมชาติไนจีเรีย
สัญญายังให้ NFF รับค่าลิขสิทธิ์ 20% จากยอดขายสินค้า ซึ่งหมายความว่ามูลค่ารวมอาจสูงกว่า 8.5 ล้านดอลลาร์ต่อปีหากการขายเติบโตตามที่คาด
ทำไมไนจีเรียจึงเปลี่ยนจาก Nike
กูเซาระบุว่าสัญญาเดิมกับ Nike ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2015 มีมูลค่าเพียงเงินสด 500,000 ดอลลาร์ และอุปกรณ์ 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งไม่ตอบโจทย์ความต้องการของทีมชาติอีกต่อไป
เขาอธิบายว่า NFF พยายามเจรจาเพิ่มเงื่อนไขกับ Nike ตั้งแต่ปี 2024 แต่ไปไม่ถึงข้อยุติ ก่อนที่ Nike จะเปิดทางให้ NFF รับข้อเสนอจากค่ายอื่น และ adidas เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอที่ดีกว่า
ผลกระทบต่อการบริหารทีมชาติ
รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ NFF มีพื้นที่ทางการเงินมากขึ้นในการดูแลทีมชาติหลายชุด ทั้งเรื่องอุปกรณ์และการวางแผนใช้จ่ายในระยะยาว
กูเซายังชี้ว่าดีลใหม่น่าจะช่วยให้ NFF กล้าตัดสินใจเรื่องการดึงโค้ชระดับสูงมาคุม Super Eagles และ Super Falcons มากขึ้น เพราะภาระด้านงบประมาณจะเบาลงกว่าสัญญาเดิม
adidas กลับมาผูกพันกับไนจีเรียอีกครั้ง
ไนจีเรียเคยใช้ชุดของ adidas ในช่วงคว้าแชมป์ Africa Cup of Nations ปี 1994 และลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในปีเดียวกัน ก่อนจะย้ายไป Nike ในปี 1995
จากนั้นทีมชาติไนจีเรียกลับไปใช้ adidas อีกครั้งในปี 2004 และใช้งานต่อเนื่องจนถึงปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่ทีมคว้าแชมป์ Africa Cup of Nations ปี 2013
กูเซายังมองว่าการมีช่องทางจำหน่ายของ adidas ในไนจีเรียมากกว่า Nike เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนรายได้จากสินค้าแฟนบอลในประเทศ
สิ่งที่แฟนบอลควรจับตา
ดีลนี้สำคัญไม่ใช่แค่เพราะเปลี่ยนแบรนด์ชุดแข่ง แต่เพราะมันเพิ่มรายได้ประจำให้ NFF และเปิดทางให้ทีมชาติได้ทรัพยากรที่สอดคล้องกับระดับของพวกเขามากขึ้น
สำหรับแฟนบอลไนจีเรีย ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจสะท้อนให้เห็นในคุณภาพอุปกรณ์ การบริหารทีมชาติ และความพร้อมในการลงทุนกับทีมชุดใหญ่ในอนาคต
























