ตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ 2026 ของพรีเมียร์ลีกทำสถิติใช้เงินรวมมากกว่า 3.4 พันล้านปอนด์ ทั้งที่สโมสรในลีกมีผลขาดทุนก่อนหักภาษีรวม 948 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2024-25 ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนตลาดที่ค่าตัวเกิน 50 ล้านปอนด์กลายเป็นเรื่องปกติ และราคาของนักเตะบางรายถูกตั้งคำถามอย่างหนัก


พรีเมียร์ลีกทำสถิติใช้เงินเสริมทัพ
เมื่อปิดตลาดซัมเมอร์ 2026 สโมสรพรีเมียร์ลีกทั้ง 20 ทีมใช้เงินซื้อนักเตะรวมกันมากกว่า 3.4 พันล้านปอนด์ เพิ่มจาก 3.2 พันล้านปอนด์ในปีก่อนหน้า
นักเตะ 4 รายย้ายทีมด้วยค่าตัวเกิน 100 ล้านปอนด์ ได้แก่ Enzo Fernández และ Elliot Anderson ไป Manchester City, Bradley Barcola ไป Liverpool และ Morgan Rogers ไป Chelsea
Manchester City ใช้เงิน 458 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีก ขณะที่ Manchester City, Chelsea และ Tottenham Hotspur ต่างใช้เงินมากกว่า 300 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ตาม Manchester City และ Chelsea ยังมีรายได้จากการขายนักเตะมากกว่า 300 ล้านปอนด์เช่นกัน
ดีลที่สะท้อนราคาตลาดซึ่งพุ่งสูง
Sávio ย้ายจาก Manchester City ไป Tottenham ด้วยค่าตัวที่อาจสูงถึง 85 ล้านปอนด์ ทั้งที่เป็นนักเตะในทีมชุดของ Manchester City ดีลนี้จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของราคาที่ขาดสัดส่วนในตลาดปัจจุบัน
Liam Delap ย้ายจาก Chelsea ไป Nottingham Forest ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ หลังมีปีที่ได้รับผลกระทบจากอาการบาดเจ็บกับ Chelsea ก่อนหน้านั้นเขาย้ายจาก Ipswich ไป Chelsea ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ และทำได้ 3 ประตูจากการลงสนาม 49 นัด
Tottenham ยังจ่าย 85 ล้านปอนด์ให้ West Ham สำหรับ Mateus Fernandes นักเตะที่เคยประสบกับการตกชั้นต่อเนื่องกับ West Ham และ Southampton ส่วน James Trafford, Elliot Anderson และ Morgan Rogers ก็อยู่ในกลุ่มนักเตะที่มีค่าตัวถูกพูดถึงว่าพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
ตัวเลขใช้จ่ายสวนทางกับผลประกอบการ
รายงาน Annual Review of Football Finance ของ Deloitte ระบุว่า สโมสรพรีเมียร์ลีกมีผลขาดทุนก่อนหักภาษีรวม 948 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2024-25 เพิ่มขึ้นมากกว่า 600% จาก 135 ล้านปอนด์ในฤดูกาลก่อนหน้า
Chelsea รายงานผลขาดทุนก่อนหักภาษี 262 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2024-25 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของพรีเมียร์ลีก ขณะที่ Tottenham ขาดทุน 120.6 ล้านปอนด์ และ Manchester United ขาดทุน 39.7 ล้านปอนด์
ในกลุ่ม Big Six มีเพียง Liverpool ที่รายงานกำไรในตัวเลขทางการเงินล่าสุด โดยอยู่ที่ 15.2 ล้านปอนด์ ภาพดังกล่าวทำให้การใช้เงินมากกว่า 3 พันล้านปอนด์ในสองตลาดซัมเมอร์ล่าสุดยิ่งถูกจับตามอง
ทำไมสโมสรพรีเมียร์ลีกยังยอมจ่ายแพง
เหตุผลสำคัญคือเงินซื้อขายจำนวนมากยังหมุนเวียนอยู่ภายในพรีเมียร์ลีก สโมสรมีรายได้จากการขายนักเตะมาช่วยรองรับการซื้อผู้เล่นรายใหม่ ขณะเดียวกัน นักเตะที่พิสูจน์ตัวเองในพรีเมียร์ลีกมีจำนวนจำกัด จึงมีราคาสูงกว่านักเตะจากตลาดอื่น
นักเตะอายุน้อยชาวอังกฤษอย่าง Elliot Anderson และ Morgan Rogers มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกจากความหายากในตลาด การซื้อผู้เล่นที่คุ้นเคยกับการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกจึงถูกมองว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่า แม้ต้องจ่ายค่าตัวในระดับสูง
James Trafford เป็นตัวอย่างของการซื้อขายที่ทำกำไรได้ Manchester City ปล่อยผู้รักษาประตูรายนี้ไป Leeds ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ และทำกำไร 13 ล้านปอนด์ หลังเขาเป็นตัวสำรองของ Gianluigi Donnarumma ที่ Etihad เพียงหนึ่งฤดูกาล ส่วน Chelsea ทำกำไร 20 ล้านปอนด์จากการขาย Delap แม้กองหน้ารายนี้ทำได้เพียง 3 ประตูจาก 49 นัด
การซื้อนักเตะต่างประเทศยังต้องอาศัยระบบที่แข็งแรง
Brentford และ Brighton เป็นตัวอย่างของสโมสรที่ประสบความสำเร็จจากการค้นหาดาวรุ่งนอกพรีเมียร์ลีก Brentford เซ็นสัญญากับ Mamadou Sangare จาก Lens ด้วยค่าตัว 39 ล้านปอนด์ และเขาทำผลงานโดดเด่นในช่วงต้นฤดูกาล
Brighton เชื่อว่า Malick Yalcouyé ซึ่งย้ายจาก IFK Gothenburg ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ในปี 2024 อาจพัฒนาตามเส้นทางของ Moisés Caicedo และ Carlos Baleba หลังถูกค้นพบตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่งในสวีเดน
อย่างไรก็ตาม มีสโมสรไม่มากที่สร้างระบบสรรหานักเตะได้มีประสิทธิภาพในระดับเดียวกับ Brentford และ Brighton สโมสรอื่นจึงต้องเลือกระหว่างความเสี่ยงจากการซื้อนักเตะต่างประเทศกับการจ่ายแพงให้ผู้เล่นที่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก
ดีลช่วงต้นตลาดกำหนดราคาอ้างอิง
ดีลของ Morgan Rogers และ Elliot Anderson ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นตลาดทำหน้าที่เป็นราคาอ้างอิงให้การซื้อขายครั้งนี้ เมื่อค่าตัวระดับดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ต้น ดีลของนักเตะรายอื่นจึงมีแนวโน้มถูกประเมินสูงขึ้นตาม
เงินจาก Saudi Pro League เป็นอีกแรงผลักดันของตลาด Manchester City ได้ค่าตัวมากกว่า 50 ล้านปอนด์จากการขาย Tijjani Reijnders ให้ Al Qadsiah และยังทำกำไรได้หลังฤดูกาลที่ผลงานไม่น่าประทับใจ
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่สโมสรระดับบน เงินส่วนใหญ่ยังหมุนเวียนระหว่างทีมชั้นนำ ขณะที่เงินไหลลงไปสู่ English Football League หรือ EFL ไม่มากนัก และบางส่วนถูกใช้เป็นค่าธรรมเนียมเอเยนต์แทนที่จะกระจายไปตลอดระบบฟุตบอล
แนวโน้มค่าตัวอาจยังสูงขึ้น
โอกาสเกิดการปรับฐานทางการเงินในตลาดซื้อขายครั้งต่อไปยังมีอยู่ แต่สโมสรพรีเมียร์ลีกมีแนวโน้มเดินหน้าจ่ายเงินก้อนใหญ่ต่อไป ตราบใดที่ตัวเลือกคุณภาพในตลาดมีจำกัดและการขายนักเตะยังสามารถสร้างกำไรได้ แม้ผู้เล่นคนนั้นจะทำผลงานต่ำกว่าความคาดหวัง
สำหรับผู้ติดตามตลาดซื้อขาย ตัวเลข 3.4 พันล้านปอนด์จึงไม่ได้บอกเพียงว่าพรีเมียร์ลีกมีอำนาจการใช้จ่ายสูง แต่ยังชี้ให้เห็นการพึ่งพาเงินหมุนเวียนระหว่างสโมสรชั้นนำและคำถามเรื่องความยั่งยืนของระบบฟุตบอลอังกฤษ



















