มิกาแอล ซิลแวสต์, ลูซี บรอนซ์ และเดวิด เจมส์ อยู่ในกลุ่มอดีตและนักฟุตบอลปัจจุบันที่ร่วมส่งแรงกดดันต่อฟีฟ่า โดยข้อความที่ถูกส่งต่อย้ำชัดว่า “change is necessary” ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ต่อการบริหารของจียานนี อินฟานติโน

ถ้อยแถลงที่ขยายวง
ซิลแวสต์ซึ่งเป็นอดีตกองหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แชร์โพสต์บน X เมื่อวานนี้ ก่อนที่ลูซี บรอนซ์ และเดวิด เจมส์จะนำไปส่งต่อ ขณะเดียวกัน อ็องมานูเอล เปอตีต์, ดิดีเย่ร์ ดร็อกบา และโรแบร์ ปีแรส ก็ถูกรายงานว่าร่วมอยู่ในถ้อยแถลงด้วย
ใจความสำคัญของข้อความตรงไปตรงมา ฟีฟ่าตัดสินใจเรื่องใหญ่เกินไปโดยไม่รับฟังผู้เล่น และไม่คำนึงถึงแฟนบอลที่หล่อเลี้ยงเกมมาตลอด พร้อมย้ำว่า “Change is necessary. Power has blurred the current leadership's ability to distinguish between its own interests and what is best for football. Enough is enough.”
ถ้อยแถลงยังเรียกร้องให้เกิด “structured change” ที่เปิดทางให้ผู้เล่นและแฟนบอลมี “real, direct say” ในการกำหนดทิศทางของฟุตบอล นี่คือแกนกลางของแรงกดดันรอบนี้ ไม่ใช่แค่การต่อต้านตัวบุคคล แต่เป็นคำถามต่อวิธีใช้อำนาจของฟีฟ่าเอง
แรงกดดันต่ออินฟานติโน
อินฟานติโนดำรงตำแหน่งประธานฟีฟ่าตั้งแต่ปี 2016 และกำลังเผชิญเสียงเรียกร้องให้ลงจากตำแหน่งมากขึ้น หลังมีแผนขายสัดส่วนในฟุตบอลโลกให้เอกชน ซึ่งเขาระบุว่าสามารถสร้างรายได้สูงสุดถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถ้อยแถลงครั้งนี้ไม่ได้เอ่ยชื่ออินฟานติโนโดยตรง แต่เกิดขึ้นไม่นานหลัง FIFPRO เรียกข้อเสนอดังกล่าวว่าเป็น “a profound abuse of presidential power” และชี้ว่าความเชื่อมั่นที่พังลงไปไม่อาจซ่อมคืนได้ด้วยคำชี้แจงหรือการปฏิรูปที่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรก
ด้านอเล็กซานเดอร์ เชเฟริน ประธานยูฟ่ากล่าวว่าสถานการณ์จะพาอินฟานติโนไปถึงจุดที่ต้องยอมรับว่าตนไม่มีแรงสนับสนุนเพียงพอ ทั้งจากผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนและจากคนในวงการฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอล นักเตะ อดีตนักเตะ หรือโค้ช
อีกมุมจากเอโต้
ซามูแอล เอโต้เลือกปกป้องอินฟานติโน โดยให้สัมภาษณ์กับ CNN Sports ว่าเขาไม่คิดว่าประธานฟีฟ่าเดินผิดทาง และมองว่ากระแสต่อต้านส่วนหนึ่งผูกกับจังหวะเวลา เพราะใกล้ถึงช่วงเลือกตั้ง
เอโต้ยังมองว่าข้อเสนอนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อชาติในแอฟริกา เพราะหากเดินหน้าได้จริงจะช่วยให้พวกเขาแข่งขันกับชาติใหญ่ได้ดีขึ้น
ผลสะเทือนที่ตามมา
เมื่อเสียงจากนักเตะปัจจุบัน อดีตนักเตะ และคนในโครงสร้างฟุตบอลขยับไปในทิศทางเดียวกัน ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่การโต้กันบนโซเชียล แต่เป็นสัญญาณว่าแรงกดดันต่อฟีฟ่าเริ่มแตะระดับองค์กรอย่างจริงจัง
สารที่ชัดที่สุดจากฝั่งซิลแวสต์และผู้ร่วมลงชื่อคือ คนที่ลงสนามและคนที่อยู่บนอัฒจันทร์ควรมีเสียงในอนาคตของเกม มากกว่าจะปล่อยให้การตัดสินใจสำคัญเกิดขึ้นโดยไม่ฟังคนที่แบกฟุตบอลไว้จริง ๆ




















